รายงานฉบับละเอียดเกี่ยวกับผลกระทบของกลุ่มรัฐอิสลาม (ISIS) ต่อสถานการณ์ความมั่นคงในตะวันออกกลางและระดับสากลในช่วงที่ผ่านมา

รายงานฉบับละเอียดเกี่ยวกับผลกระทบของกลุ่มรัฐอิสลาม (ISIS) ต่อสถานการณ์ความมั่นคงในตะวันออกกลางและระดับสากลในช่วงที่ผ่านมา

Lenny Deus@lennydeus
4
0

รายงานฉบับนี้วิเคราะห์อิทธิพลระดับโลกของกลุ่ม "รัฐอิสลาม" (ISIS) ภายในปี 2026 โดยเฉพาะการขยายตัวในภูมิภาคโครสซานและแอฟริกา รวมถึงความท้าทายที่เกิดขึ้นต่อโลกมุสลิม

การอ้างอิงบทความ

รายงานฉบับนี้วิเคราะห์อิทธิพลระดับโลกของกลุ่ม "รัฐอิสลาม" (ISIS) ภายในปี 2026 โดยเฉพาะการขยายตัวในภูมิภาคโครสซานและแอฟริกา รวมถึงความท้าทายที่เกิดขึ้นต่อโลกมุสลิม

  • รายงานฉบับนี้วิเคราะห์อิทธิพลระดับโลกของกลุ่ม "รัฐอิสลาม" (ISIS) ภายในปี 2026 โดยเฉพาะการขยายตัวในภูมิภาคโครสซานและแอฟริกา รวมถึงความท้าทายที่เกิดขึ้นต่อโลกมุสลิม
หมวดหมู่
อัปเดตสถานการณ์แนวหน้า
ผู้เขียน
Lenny Deus (@lennydeus)
เผยแพร่เมื่อ
2 มีนาคม 2569 เวลา 23:03
อัปเดตเมื่อ
4 พฤษภาคม 2569 เวลา 21:32
การเข้าถึง
บทความสาธารณะ

บทนำ: โฉมหน้าใหม่ของภัยคุกคามระดับโลก

เมื่อเข้าสู่ปี 2026 แม้กลุ่ม "รัฐอิสลาม" (ISIS) จะไม่ได้ดำรงอยู่เป็น "รัฐ" ที่มีอาณาเขตกว้างขวางเหมือนในปี 2014 แต่ผลกระทบต่อความมั่นคงระดับโลกได้ก้าวเข้าสู่ระยะที่ซับซ้อนและอันตรายยิ่งขึ้น หลังจากโครงสร้าง "รัฐคอลิฟะห์" ในซีเรียและอิรักล่มสลายลง ทางองค์กรได้ปรับเปลี่ยนกลยุทธ์ใหม่โดยเน้นการกระจายอำนาจ การสร้างเครือข่ายออนไลน์ และการพึ่งพาสาขาในภูมิภาคต่างๆ ในปัจจุบัน ภัยคุกคามนี้ไม่ได้จำกัดอยู่เพียงในตะวันออกกลางเท่านั้น แต่ได้ขยายตัวเป็นเครือข่ายที่ครอบคลุมไปถึงแอฟริกา เอเชียกลาง และยุโรป สำหรับประชาชาติมุสลิม (Ummah) การกระทำของกลุ่มนี้ไม่ได้เป็นเพียงปัญหาด้านความมั่นคงเท่านั้น แต่ยังเป็นโศกนาฏกรรมครั้งใหญ่ที่ทำลายภาพลักษณ์อันสงบสุขของศาสนาอิสลาม และกลายเป็นข้ออ้างให้กองกำลังภายนอกเข้ามาแทรกแซงอธิปไตยของประเทศมุสลิม

จังหวัดโครสซาน (ISIS-K): ภัยคุกคามที่แพร่กระจายสู่เอเชียกลางและระดับสากล

ในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา "จังหวัดโครสซาน" (ISIS-K) ได้ปรากฏตัวขึ้นในฐานะสาขาที่กระตือรือร้นและอันตรายที่สุดของ ISIS กลุ่มนี้มีฐานที่มั่นในอัฟกานิสถาน ไม่เพียงแต่ต่อต้านรัฐบาลตอลิบานเท่านั้น แต่ยังดำเนินการโจมตีนองเลือดต่อเป้าหมายในประเทศเพื่อนบ้านและระดับสากลอีกด้วย

เหตุการณ์ระเบิดในเมืองเคอร์มาน ประเทศอิหร่าน เมื่อต้นปี 2024 ซึ่งทำให้มีผู้เสียชีวิตเกือบ 100 ราย [Al Jazeera] และเหตุการณ์โจมตีคอนเสิร์ตฮอลล์ในมอสโกเมื่อเดือนมีนาคมปีเดียวกัน ซึ่งมีผู้เสียชีวิตมากกว่า 140 ราย [Reuters] แสดงให้เห็นถึงขีดความสามารถในการปฏิบัติการข้ามพรมแดนที่แข็งแกร่งของกลุ่มนี้ เมื่อเข้าสู่ปี 2025 และ 2026 ISIS-K ได้ยกระดับเครื่องมือโฆษณาชวนเชื่อเพื่อดึงดูดเยาวชนที่สิ้นหวังในสาธารณรัฐแถบเอเชียกลาง ซึ่งส่งผลกระทบอย่างรุนแรงต่อเสถียรภาพของภูมิภาค สถานการณ์นี้เปิดทางให้ประเทศมหาอำนาจอย่างรัสเซียและจีนเพิ่มมาตรการความมั่นคงและขยายอิทธิพลทางการเมืองและการทหารในภูมิภาคมากขึ้น

ทวีปแอฟริกา: ศูนย์กลางแห่งใหม่ที่อาจเป็น "รัฐคอลิฟะห์" ในอนาคต

หลังจากถูกกดดันอย่างหนักในตะวันออกกลาง ISIS ได้ย้ายศูนย์กลางทางยุทธศาสตร์ไปยังแอฟริกา โดยเฉพาะภูมิภาคซาเฮล (Sahel) ความไร้เสถียรภาพทางการเมืองและการรัฐประหารในประเทศต่างๆ เช่น มาลี ไนเจอร์ และบูร์กินาฟาโซ ได้กลายเป็นที่พักพิงที่เหมาะสมที่สุดสำหรับองค์กรนี้

กลุ่มต่างๆ เช่น "รัฐอิสลามจังหวัดแอฟริกาตะวันตก" (ISWAP) และ "รัฐอิสลามในซาฮาราอันยิ่งใหญ่" (ISGS) ได้ใช้ประโยชน์จากความขัดแย้งระหว่างชนเผ่าท้องถิ่นเพื่อเข้าควบคุมพื้นที่อันกว้างขวาง [International Crisis Group] สถานการณ์นี้ไม่เพียงแต่ทำลายโครงสร้างทางสังคมของชุมชนมุสลิมในแอฟริกา แต่ยังทำให้ผู้คนหลายล้านคนต้องกลายเป็นผู้ลี้ภัย ช่องว่างด้านความมั่นคงที่เกิดขึ้นจากการถอนตัวของประเทศตะวันตก โดยเฉพาะฝรั่งเศส ถูกเติมเต็มด้วยกลุ่มหัวรุนแรงเหล่านี้ ซึ่งยิ่งสร้างความกังวลต่ออนาคตของชาวมุสลิมในทวีปแอฟริกา

อิรักและซีเรีย: เซลล์ที่ซ่อนตัวและปัญหาค่ายกักกัน

ในอิรักและซีเรีย แม้ ISIS จะไม่สามารถควบคุมอาณาเขตได้อย่างเปิดเผย แต่ "เซลล์ที่ซ่อนตัว" (sleeper cells) ยังคงปฏิบัติการอยู่ โดยเฉพาะในพื้นที่ทะเลทรายของซีเรียและเทือกเขาฮิมรินในอิรัก ซึ่งสมาชิกขององค์กรยังคงก่อเหตุโจมตีเป็นระยะ

ปัญหาที่รุนแรงที่สุดประการหนึ่งคือ ค่ายอัล-โฮล (Al-Hol) ทางตอนเหนือของซีเรีย ซึ่งมีครอบครัวและเด็กๆ ของสมาชิก ISIS หลายหมื่นคนอาศัยอยู่ในสภาพที่น่าเวทนา [Human Rights Watch] ค่ายเหล่านี้ตกอยู่ในความเสี่ยงที่จะกลายเป็น "โรงงานทางอุดมการณ์" ในการบ่มเพาะนักรบรุ่นใหม่ การที่ประชาคมโลก โดยเฉพาะประเทศตะวันตก ละเลยที่จะรับพลเมืองของตนกลับไป ยิ่งทำให้โศกนาฏกรรมด้านมนุษยธรรมนี้หยั่งรากลึกลง สำหรับโลกมุสลิม ชะตากรรมของเด็กเหล่านี้และการกลายเป็นผู้ฝักใฝ่ความรุนแรงถือเป็นแหล่งที่มาของความขัดแย้งใหม่ในอนาคต

ความเสียหายที่ ISIS ก่อต่อภาพลักษณ์ของประชาชาติมุสลิม (Ummah)

ความเสียหายที่ใหญ่ที่สุดของ ISIS ไม่ได้จำกัดอยู่เพียงการทำลายล้างทางกายภาพเท่านั้น แต่กลุ่มนี้ยังได้นำแนวคิดอันศักดิ์สิทธิ์ของอิสลาม เช่น "รัฐคอลิฟะห์" (Caliphate) "จีฮาด" (Jihad) และ "ชะรีอะฮ์" (Sharia) มาใช้ในทางที่ผิดเพื่อผลประโยชน์ทางการเมืองของตนเอง ซึ่งส่งผลให้เกิดความเกลียดชังต่ออิสลาม (Islamophobia) รุนแรงขึ้นทั่วโลก

การกระทำของพวกเขาได้มอบ "ข้ออ้างสำเร็จรูป" ให้กับนักการเมืองฝ่ายขวาในตะวันตกในการดำเนินนโยบายต่อต้านมุสลิม ในขณะเดียวกัน องค์กรนี้ยังมีเป้าหมายที่จะทำลายความสามัคคีภายในโลกอิสลามด้วยการกระตุ้นความขัดแย้งระหว่างนิกาย โดยเฉพาะระหว่างชีอะฮ์และซุนนี แม้ว่าคุณค่าที่แท้จริงของอิสลามจะส่งเสริมสันติภาพ ความยุติธรรม และความเมตตาต่อเพื่อนมนุษย์ แต่ความป่าเถื่อนของ ISIS กลับทำให้คุณค่าเหล่านี้ดูหม่นหมองลงในสายตาของคนทั่วไป

การเมืองระหว่างประเทศและเกมภูมิรัฐศาสตร์

นักวิเคราะห์ทางการเมืองหลายท่านมองว่า การดำรงอยู่ของ ISIS ได้กลายเป็นเครื่องมือสำหรับประเทศมหาอำนาจบางประเทศในการสร้างความชอบธรรมให้กับการคงกำลังทหารในตะวันออกกลางและแอฟริกา ปฏิบัติการทางทหารภายใต้ชื่อการต่อต้านการก่อการร้ายมักจบลงด้วยการแทรกแซงกิจการภายในของประเทศมุสลิมและการเข้าควบคุมทรัพยากรธรรมชาติ

ตัวอย่างเช่น การควบคุมแหล่งน้ำมันทางตะวันออกของซีเรียและการคงฐานทัพทหารในภูมิภาค มักถูกอ้างเหตุผลจากภัยคุกคามของ ISIS เป็นอันดับแรก สถานการณ์นี้กลายเป็นอุปสรรคต่อสิทธิในการกำหนดชะตากรรมของตนเองของประเทศมุสลิม และทำให้การสร้างสันติภาพในระยะยาวในภูมิภาคเป็นไปได้ยากยิ่งขึ้น

บทสรุป: ความรับผิดชอบของประชาชาติมุสลิมและอนาคต

โดยสรุป กลุ่ม ISIS ในปี 2026 ยังคงเป็นกองกำลังหัวรุนแรงที่คุกคามความมั่นคงระหว่างประเทศ แต่ผู้ที่ได้รับผลกระทบและสูญเสียมากที่สุดคือชาวมุสลิมเอง การต่อสู้กับภัยคุกคามนี้ไม่สามารถทำได้ด้วยวิธีการทางทหารเพียงอย่างเดียว สังคมมุสลิมจำเป็นต้องเสริมสร้างแนวป้องกันทางวิชาการและอุดมการณ์จากภายใน ถ่ายทอดหลักความเชื่อที่ถูกต้องของอิสลามให้แก่เยาวชน และร่วมกันต่อต้านความสุดโต่งในทุกรูปแบบ

ในขณะเดียวกัน ประชาคมโลกควรให้ความสำคัญกับการแก้ไขต้นตอของการก่อการร้าย เช่น ความไม่ยุติธรรมทางการเมือง ความยากจน และแรงกดดันจากภายนอก ประชาชาติมุสลิมจะสามารถฟื้นฟูสถานะที่แท้จริงและสันติภาพกลับคืนมาได้ ก็ต่อเมื่อสามารถรักษา "โรคมะเร็ง" ภายในนี้ได้ด้วยตนเอง อนาคตไม่ได้ถูกสร้างขึ้นด้วยความสุดโต่ง แต่จะถูกสร้างขึ้นด้วยสติปัญญา ความรอบรู้ และความยุติธรรมตามหลักการอิสลาม

ความคิดเห็น

comments.comments (0)

Please login first

Sign in