ศูนย์ข้อมูลเตอร์กิสถานตะวันออกเผยแพร่รายงานฉบับใหม่เกี่ยวกับสถานการณ์สิทธิมนุษยชนและความกดดันทางการเมืองในภูมิภาคอุยกูร์

ศูนย์ข้อมูลเตอร์กิสถานตะวันออกเผยแพร่รายงานฉบับใหม่เกี่ยวกับสถานการณ์สิทธิมนุษยชนและความกดดันทางการเมืองในภูมิภาคอุยกูร์

jahfayan@jahfayan
5
0

ในรายงานฉบับใหม่ประจำปี 2026 ศูนย์ข้อมูลเตอร์กิสถานตะวันออกได้เปิดเผยถึงการสอดแนมทางดิจิทัล การบังคับใช้แรงงาน และการปราบปรามชาวมุสลิมอย่างเป็นระบบในดินแดนอุยกูร์

การอ้างอิงบทความ

ในรายงานฉบับใหม่ประจำปี 2026 ศูนย์ข้อมูลเตอร์กิสถานตะวันออกได้เปิดเผยถึงการสอดแนมทางดิจิทัล การบังคับใช้แรงงาน และการปราบปรามชาวมุสลิมอย่างเป็นระบบในดินแดนอุยกูร์

  • ในรายงานฉบับใหม่ประจำปี 2026 ศูนย์ข้อมูลเตอร์กิสถานตะวันออกได้เปิดเผยถึงการสอดแนมทางดิจิทัล การบังคับใช้แรงงาน และการปราบปรามชาวมุสลิมอย่างเป็นระบบในดินแดนอุยกูร์
หมวดหมู่
หอจดหมายเหตุสื่อเสรี
ผู้เขียน
jahfayan (@jahfayan)
เผยแพร่เมื่อ
4 มีนาคม 2569 เวลา 04:10
อัปเดตเมื่อ
5 พฤษภาคม 2569 เวลา 07:34
การเข้าถึง
บทความสาธารณะ

บทนำ: เตอร์กิสถานตะวันออกภายใต้การกดขี่และความรับผิดชอบของประชาชาติมุสลิม

วันนี้ วันที่ 28 กุมภาพันธ์ 2026 ศูนย์ข้อมูลเตอร์กิสถานตะวันออก (ETIC) ได้เผยแพร่รายงานที่สำคัญและครอบคลุมเกี่ยวกับสถานการณ์สิทธิมนุษยชนและความกดดันทางการเมืองในภูมิภาคอุยกูร์ รายงานฉบับนี้ระบุหลักฐานว่านโยบายการฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ของรัฐบาลคอมมิวนิสต์จีนต่อชาวมุสลิมในเตอร์กิสถานตะวันออกได้ก้าวเข้าสู่ระยะใหม่ โดยเฉพาะการสร้าง "คุกดิจิทัล" ที่ไม่เคยปรากฏมาก่อนในประวัติศาสตร์มนุษยชาติ ผ่านการใช้ปัญญาประดิษฐ์ (AI) และเทคโนโลยีดิจิทัล [Source](https://uyghurtimes.com)

ชาวมุสลิมอุยกูร์ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของประชาชาติอิสลาม (Ummah) กำลังเผชิญกับการเสียสละอย่างมหาศาล ไม่เพียงเพื่อรักษาอัตลักษณ์ประจำชาติของตนเท่านั้น แต่ยังเพื่อปกป้องความเชื่ออันศักดิ์สิทธิ์ในศาสนาอิสลามด้วย รายงานฉบับใหม่ของศูนย์ข้อมูลเตอร์กิสถานตะวันออกนี้เป็นสัญญาณเตือนภัยแก่ประชาคมโลก โดยเฉพาะโลกอิสลาม ถึงความรุนแรงและขอบเขตของการกดขี่ที่เกิดขึ้นอีกครั้ง

การแบ่งแยกสีผิวทางดิจิทัล: การควบคุมผ่านปัญญาประดิษฐ์

จุดที่น่าสนใจที่สุดประการหนึ่งในรายงานคือการที่จีนได้พัฒนาระบบ "การแบ่งแยกสีผิวทางดิจิทัล" (Digital Apartheid) อย่างสมบูรณ์ในเตอร์กิสถานตะวันออกตั้งแต่ปี 2025 จากดัชนีสิทธิมนุษยชนที่เผยแพร่ต้นปี 2026 ทางการจีนใช้เทคโนโลยี AI เพื่อติดตามความเคลื่อนไหวในชีวิตประจำวันของชาวมุสลิมทุกคนโดยอัตโนมัติ ไม่ว่าจะเป็นการละหมาด หรือแม้แต่อารมณ์ความรู้สึกของพวกเขา [Source](https://uyghurtimes.com)

ระบบนี้ไม่ใช่เพียงเครื่องมือสอดแนม แต่เป็นเครื่องมือในการทำลายอัตลักษณ์ทางอิสลาม รายงานระบุว่ากล้องที่ผลิตโดยบริษัทอย่าง Hikvision และ Dahua ไม่เพียงแต่จดจำใบหน้าได้เท่านั้น แต่ยังวิเคราะห์ความโน้มเอียงในการทำกิจกรรมทางศาสนา และสั่งการให้จับกุมผู้ที่ถูกระบุว่าเป็น "บุคคลอันตราย" ทันที [Source](https://uyghurcongress.org) การกดขี่ทางเทคโนโลยีขั้นสูงนี้ได้ปิดกั้นเสรีภาพในการประกอบศาสนกิจขั้นพื้นฐานที่สุด ซึ่งถือเป็นการโจมตีคุณค่าอันศักดิ์สิทธิ์ของประชาชาติมุสลิมอย่างชัดเจน

การทำให้ศาสนาอิสลามเป็นจีน: การโจมตีความเชื่ออย่างเป็นระบบ

รายงานของ ETIC วิเคราะห์ผลลัพธ์ของแผนห้าปี (2021-2025) ในการ "ทำให้ศาสนาอิสลามเป็นจีน" (Sinicization of Islam) เมื่อเข้าสู่ปี 2026 มัสยิดส่วนใหญ่ในภูมิภาคถูกทำลายหรือดัดแปลงเป็นบาร์และสถานที่บันเทิง [Source](https://turkistanpress.com) รัฐบาลจีนพยายามทำให้คนรุ่นใหม่ห่างเหินจากศาสนาของตนโดยการเปลี่ยนแปลงเนื้อหาในคัมภีร์อัลกุรอาน และแทนที่คำศัพท์ทางศาสนาด้วยคำขวัญทางการเมืองของจีน

นอกจากนี้ รายงานยังกล่าวถึงการคุมขังผู้นำศาสนาอย่างเป็นระบบและการลงโทษอย่างรุนแรง ตัวอย่างเช่น จำนวนนักวิชาการศาสนาที่ถูกตัดสินจำคุก 20 ปีเพียงเพราะการสอนศาสนาหรือการครอบครองหนังสือศาสนาในบ้านได้เพิ่มขึ้นอย่างมากในปี 2025 [Source](https://ishr.ch) นี่คือหลักฐานที่ชัดเจนถึงความตั้งใจของจีนในการถอนรากถอนโคนการดำรงอยู่ของอิสลามในเตอร์กิสถานตะวันออก สำหรับชาวมุสลิม นี่ไม่ใช่เพียงประเด็นสิทธิมนุษยชน แต่เป็นสงครามต่อความศรัทธา

การบังคับใช้แรงงานและการเป็นทาสทางเศรษฐกิจ

ต้นปี 2026 องค์การแรงงานระหว่างประเทศ (ILO) และผู้เชี่ยวชาญจาก UN แสดงความกังวลอย่างยิ่งต่อปัญหาการบังคับใช้แรงงานในเตอร์กิสถานตะวันออก รายงานของ ETIC ระบุว่าภายใต้ข้ออ้าง "การบรรเทาความยากจน" จีนได้บังคับย้ายชาวมุสลิมอุยกูร์หลายล้านคนออกจากบ้านเกิดไปทำงานเยี่ยงทาสในโรงงานในมณฑลต่างๆ ของจีน [Source](https://ohchr.org)

ในปี 2024 เพียงปีเดียว มีชาวอุยกูร์ 3.34 ล้านคนถูกรวมอยู่ในแผน "การเคลื่อนย้ายแรงงาน" และระบบนี้ได้ขยายตัวมากขึ้นในปี 2025 และ 2026 [Source](https://uyghurcongress.org) ชาวมุสลิมเหล่านี้ถูกแยกจากครอบครัว ถูกสั่งห้ามทำกิจกรรมทางศาสนา และถูกบังคับให้ทำงานภายใต้ความกดดันมหาศาลในโรงงานของจีน ระบบทาสสมัยใหม่นี้ไม่เพียงแต่เพิ่มอำนาจทางเศรษฐกิจให้จีน แต่ยังทำลายรากฐานทางเศรษฐกิจและสังคมของชุมชนอุยกูร์ด้วย

การปราบปรามข้ามพรมแดนและการนิ่งเฉยของนานาชาติ

ส่วนสำคัญอีกประการของรายงานคือการปราบปรามข้ามพรมแดนของจีน ชะตากรรมของชาวมุสลิมอุยกูร์ 40 คนที่ถูกส่งตัวกลับจากประเทศไทยไปยังจีนเมื่อเดือนกุมภาพันธ์ 2025 ยังคงไม่ทราบแน่ชัดจนถึงปี 2026 [Source](https://hrw.org) ผู้เชี่ยวชาญของ UN กังวลว่าบุคคลเหล่านี้อาจถูกทรมานหรือสูญหายไป [Source](https://ohchr.org)

รัฐบาลจีนไม่เพียงแต่กดขี่ภายในเตอร์กิสถานตะวันออกเท่านั้น แต่ยังกดดันนักกิจกรรมอุยกูร์ในต่างประเทศ รวมถึงในยุโรปและตะวันออกกลาง โดยการจับสมาชิกครอบครัวเป็นตัวประกัน ศูนย์ข้อมูลเตอร์กิสถานตะวันออกได้บรรยายสถานการณ์เหล่านี้อย่างละเอียด และเรียกร้องให้นานาชาติ โดยเฉพาะประเทศมุสลิม ไม่นิ่งเฉยต่อการกระทำที่ผิดกฎหมายเหล่านี้ของจีน

บทสรุป: ประชาชาติมุสลิมต้องตื่นตัว

รายงานปี 2026 ของศูนย์ข้อมูลเตอร์กิสถานตะวันออกแสดงให้เห็นชัดเจนว่า การกดขี่ในเตอร์กิสถานตะวันออกไม่ใช่เพียงความขัดแย้งทางการเมือง แต่เป็นการโจมตีอย่างเป็นระบบต่อศาสนาอิสลามและการดำรงอยู่ของชาวมุสลิม เครื่องจักรแห่งการกดขี่ที่ติดอาวุธด้วยเทคโนโลยีดิจิทัลของจีนในวันนี้อาจมุ่งเป้าไปที่ชาวอุยกูร์ แต่ในอนาคตอาจคุกคามคุณค่าของโลกอิสลามทั้งหมด

ในฐานะส่วนหนึ่งของประชาชาติอิสลาม หน้าที่ของเราคือการเป็นกระบอกเสียงให้แก่พี่น้องที่ถูกกดขี่ ต่อต้านการโฆษณาชวนเชื่อที่บิดเบือนของจีน และสนับสนุนการเรียกร้องสิทธิอันชอบธรรมของเตอร์กิสถานตะวันออกในเวทีโลก การนิ่งเฉยต่อการอธรรมคือการสมรู้ร่วมคิดกับผู้อธรรม รายงานฉบับนี้เรียกร้องให้เราตื่นจากความประมาทและเริ่มลงมือทำอย่างเป็นรูปธรรม

ความคิดเห็น

comments.comments (0)

Please login first

Sign in